<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645</id><updated>2011-07-08T13:45:36.280+07:00</updated><category term='เทคนิคภาพยนตร์'/><category term='Quote'/><category term='PSP develop'/><category term='แสง'/><category term='Symbol'/><category term='ภาพยนตร์'/><category term='tool'/><category term='Game'/><category term='NDS develop'/><category term='Review'/><category term='GBA develop'/><category term='Programing'/><category term='คำคม'/><title type='text'>There is nothing either good or bad, but thinking make it so.</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>12</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-6584911135072517364</id><published>2009-09-06T00:01:00.002+07:00</published><updated>2009-09-06T00:28:18.616+07:00</updated><title type='text'>Review หนัง - Taken</title><content type='html'>โอ๊ยยยยยยย...นี่มันหนังอะไรครับ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Taken หลายๆคนเมื่อได้ยินชื่อนี้อาจจะตื่นตาตื่นใจ คิดว่าเป็นหนังที่สร้างมาจากเกมตู้ชื่อดัง(TEKKEN) แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ มันแค่ออกเสียงคล้ายๆกัน ตามประสาคนไทยเสียงมันเลยเพี้ยนไปเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อเรื่องภายในหนังเป็นเหมือนตามชื่อเรื่องครับ คือพระเอกของเรา ไบรอัน มิล(เลียม นีสัน)เป็นเสมือนกับบอดี้การ์ด โดนที่ลูกสาวของมิลนั้นถูกลักพาตัวไป จึงเป็นหน้าที่ของผู้เป็นพ่อที่ต้องใช้ความสามารถที่ติดตัวมา ไปชิงตัวลูกสาวกลับคืนมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อเรื่องภายในหนังนั้นถูกดำเนินไปอย่างรวดเร็ว กระชับ และฉับไว โดยรวมแล้วเป็นหนังเกรดบี แต่ความประทับใจมันเกินมามากมายครับ สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้เลยก็คือ ความเป็น"คน"ของมิล ตัวเอกของเรานั่นเอง ในหนังหลายๆเรื่อง เราจะเห็นพระเอกส่วนใหญ่ เป็นคนดี เสียสละเพื่อสังคม ไม่ค่อยมีด้านแย่ๆเท่าไหร่ แต่สำหรับมิลแล้วนั้นไม่ เขาเป็น"คน"อย่างเราๆจริงๆ ฉากที่ลูกสาวโดนลักพาตัวแล้วสิ้นเสียงหายไปทางโทรศัพท์นั้น สังเกตดีๆ หลังจากคนร้ายพูดคำว่า "Good Luck" แล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนต้องรู้สึกว่า "เอ็งตาย" เหมือนกับ มิล แน่นอน แต่นั่นยังไม่พอ สิ่งที่ทำให้เห็นว่า มิลของเรามีความรู้สึกนึกคิด มีความโกรธเหมือนคนทั่วไปเช่นเราๆนั้น ก็คือฉากที่ มิล ไปหาเพื่อนเก่าของเขาที่บ้าน ซึ่งมีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับแผนการลักพาตัวลูกสาว และจัดการยิงเมียของเขาซะโดยที่เมียของเขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรทั้งสิ้น เหตุผลเพียงเพราะว่า เพื่อนเก่านั้นไม่ยอมบอกว่าจะตามหาตัวลูกสาวได้ที่ไหนเท่านั้น ซีนนี้ทำให้เห็นชัดเจนถึงอารมณ์โกรธที่พุ่งพล่าน ความมืดที่เข้าครอบงำ พร้อมที่จะไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอีกต่อไป เพราะความต้องการของเขาคือ ช่วยลูกสาว เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวหนังไม่ค่อยมีอะไรมากครับ แค่ความมันตามประสาหนังไล่ล่าสืบสวนธรรมดาทั่วไป แต่มันมีความโหดของตัวเอกเวลาโกรธรวมเข้าไปด้วยเท่านั้นเอง พูดง่ายๆก็คือ เป็นหนังควรมีติดบ้านไว้ดูเพื่อความสนุกและแก้เซ็งได้เป็นอย่างดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยคเด็ดๆประจำหนังเรื่องนี้ก็คือ&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;"I don't know who you are. But if you don't let my daughter go. I will find you. I will kill you."&lt;/blockquote&gt;Rating : 8.5/10&lt;br /&gt;Rating from IMDB : 7.9/10&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-6584911135072517364?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/6584911135072517364/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/09/review-taken.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/6584911135072517364'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/6584911135072517364'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/09/review-taken.html' title='Review หนัง - Taken'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-7757408528445656593</id><published>2009-08-19T15:30:00.003+07:00</published><updated>2009-08-19T16:00:57.537+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Review'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพยนตร์'/><title type='text'>Review หนัง - G.I.JOE - The Rise of Cobra</title><content type='html'>เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ มีหน่วยผลิตอาวุธของนาโต้ชื่อ MARS ได้ทำการผลิตอาวุธชนิดใหม่ ชื่อนาโนไมท์ ขึ้นมา และให้หน่วยของ ดุ๊ค คุ้มกัน โดยมี ริป เพื่อสนิทของเขา ร่วมทางไปด้วย แต่ก็ไม่วายโดนหน่วยงานลึกลับ โจมตีเพื่อจะแย่งชิงเอาหัวรบนาโนไมท์ไป นำทีมโดย บารอนเนส ซึ่งเป็นแฟนเก่าของดุ๊คนั่นเอง แล้วก็อีกนั่นแหละ หน่วย จีโอโจ(เรียกสั้นๆว่า หน่วยโจ) เข้ามาช่วยไว้ได้ทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น ธีมหลักของเรื่องก็คือการแย่งชิงหัวรบนาโนไมท์ และการขัดขวาง ทีมคอบร้า(ทีมของบารอนเนส) ไม่ให้ใช้หัวรบนี้ ในการโจมตีประเทศต่างๆ โดยมี คนของตระกูลแมคคาล์เลนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวหนังมีการหักมุมในหลายๆแบบ มีการสร้างปมขึ้นไว้เป็นระยะๆ แล้วก็ คลายปมเป็นระยะๆ เช่นกัน ทำให้ผู้ชมไม่เกิดข้อสงสัยนานเกินไป หนังมีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเร็ว ทำให้บางครั้งอาจจะงงๆ มึนๆ อยู่บ้าง แต่ก็ถูกแทนที่ ความ งงๆ มึนๆ นั้นด้วยความมันแทน อีกทั้งยังมีการผูกปมไว้เพื่อสร้างภาคสองอย่างแน่นอน(ทำไว้ขนาดนั้น ไม่สร้างต่อก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังไม่มีอะไรมาก นอกจากความมัน ฉากเอฟเฟ็คที่น่าตื่นตาและดึงดูดใจ การใช้เทคโนโลยี่ทำล้ำสมัย(มาก) ชุดเกราะที่เร่งความเร็วให้กับร่างกาย โดยมีผู้ใช้คือ ดุ๊ค กับ ริป นั้น ออกมาแค่ฉากเดียว คือฉากไล่ล่ากันในกรุงปารีส จากนั้นก็ไม่มีอีกเลย(โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า จะได้เห็นหน่วยโจ ใส่ชุดนี้สู้กับเหล่าร้ายมากกว่านี้ซะอีก) มีการแทรกมุขตลกๆ เป็นช่วงๆ ผ่าน ริป และ สกาเล็ต สาวสวยในทีมโจ และอีกสิ่งที่ลืมไม่ได้คือ การต่อสู้กัน ของ สตรอมชาโดว์ และ สเนคอาย สองนินจาของทีมคอบร้าและทีมโจตามลำดับ ซึ่งสองคนนี้ สามารถขโมยวีนของชาวบ้านได้ตลอดเวลา(ก็สองคนนี้มันเท่ห์กว่าเค้าเพื่อนเลยนี่นา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยรวมแล้ว ผมว่าหนังเรื่องนี้สนุกครับ คุ้มค่าแก่การไปดู แต่อย่าไปคิดอะไรมากนะครับ หนังแอคชั่นแนวนี้ ไปดูเอาสนุกๆ กันอย่างเดียวกันก็พอ สำหรับคนที่ชอบวิเคราะห์หนังก็อย่าไปวิเคราะห์อะไรกันมากเลยครับ ดูเอามันส์อย่างเดียวก็พอ(ผมเองก็ชอบวิเคราะห์ พอไปดูแล้วไม่รู้จะวิเคราะห์อะไรจริงๆ ก็มันสนุกนี่นา เอาเวลาไปนั่งวิเคราะห์ก็เสียอรรถรสผมดกันพอดี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มีบางอย่างที่ต้อง ติ กันบ้างก็คือ มีหลายๆอย่าง ที่ดูเหมือน ทีมงานจากทรานฟอเมอร์จะติดภาพ มาสู่หนังเรื่องนี้ก็คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ฉากไล่ล่ากันในฝรั่งเศษ มีฉากหนึ่ง ที่ ดุ๊ก กับ ริป กระโดดหลบจรวด แหม่...มันเหมือนฉากที่สองหุ่นยนต์ฝั่งออโต้บอทหลบจรวด ในทรานฟอเมอร์ไม่มีผิด(ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว ว่าหุ่นสองตัวนั้นชื่ออะไร แต่ใครอยากรู้ว่าเหมือนกันยังไง ลองไปดู จีไอโจ แล้ว กลับมาดู ทรานฟอเมอร์ภาคแรกดูสิครับ แล้วจะรู้)&lt;br /&gt;2.คำคม(ก็ไม่เชิงคมหรอกนะ)ที่เดอะด็อกเตอร์ของฝั่งคอบร้า ชอบพูดบ่อยๆก็คือ "วิทยาศาสตร์ต้องมีผู้เสียสละ" มันคล้ายกับ คำคมในทรานฟอเมอร์ไม่มีผิด "ไม่เสียสละ ชัยชนะก็ไม่เกิด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาน่า ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็ถือว่าเป็นเรื่องตลกๆ ไปแล้วกันครับ สำหรับสองข้อนี้ เอาเป็นว่า ถ้ามีเวลาว่าง(แล้วก็มีเงิน) ก็ไปดูเถอะครับเรื่องนี้ รับรองไม่เสียเงินฟรีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Rating : 7.5/10&lt;br /&gt;Rating from IMDB : 6.1/10&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-7757408528445656593?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/7757408528445656593/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/08/review-gijoe-rise-of-cobra.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/7757408528445656593'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/7757408528445656593'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/08/review-gijoe-rise-of-cobra.html' title='Review หนัง - G.I.JOE - The Rise of Cobra'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-8525578045181046486</id><published>2009-07-28T22:15:00.002+07:00</published><updated>2009-07-28T23:00:45.644+07:00</updated><title type='text'>Review หนัง - Public Enemy</title><content type='html'>ต้องบอกก่อนเลยว่า ใครที่คิดว่าหนังเรื่องนี้จะบู๊กันมัน ยิงกันเลือดสาดล่ะก็ ขอให้เลิกคิดไปได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยรวมแล้ว ตัวหนังจะออกมาเหมือนชีวประวัติของ จอห์น เดอลิงเจอร์ ซะมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อเรื่องทั้งหมดถูกเรียบเรียงมาจากเรื่องจริง ของจอห์น เดอลิงเจอร์ จอมโจร ปล้นธนาคารที่ดังที่สุดในยุคที่อเมริกากำลังตกต่ำในด้านเศรฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความโด่งดังของ จอห์น เกิดขึ้นเพราะว่า ในเวลาที่เขาปล้นธนาคาร เขาจะไม่แตะต้องเงินของผู้ที่มาใช้บริการธนาคารในขณะนั้นเลยแม้แต่น้อย ในหนังได้ถ่ายทอดตรงนี้ออกมาได้ดีเหมือนกัน เช่น เมื่อเจอลูกค้าคนหนึ่งของธนาคาร ได้นำเงินมาวางไว้ข้างหน้า เพราะกลัวการปล้นของจอห์น แต่เขากลับบอกลูกค้าคนนั้นว่า "ฉันมาปล้นธนาคาร ไม่ได้มาปล้นนาย" อีกทั้งการกระทำต่อตัวประกันที่เขาพาไปด้วยนั้น ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรเลย เพียงแค่พาไปด้วยเพื่อให้หนีรอดก็เท่านั้น จากนั้นก็ไปปล่อยไว้ โดยที่มัดไว้อย่างหลวมๆ เพื่อให้ตัวประกันสามารถแก้เชือกได้เองภายในเวลาไม่กี่นาที ทำให้ในช่วงเวลานั้นเขาแทบจะถูกขนานนามว่า โรบินฮู้ดยุคใหม่เลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความโด่งของจอห์นสังเกตุได้อีกในหลายๆฉาก เช่น ฉากที่จอห์นถูกพาตัวไปขัง ในระหว่างที่นั่งรถไปที่คุกนั้น มีประชาชนมากมาย ที่แห่มาดู พร้อมกับเรียกชื่อจอห์นเฉกเช่นเดียวกับวีระบุรุษอยู่เต็มสองข้างทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวจอห์นนี่เด็ป เองก็แสดงได้ดีเช่นกัน สลัดคราบของกัปตันจอมตุ้งติ้งอย่างแจ็ค สแปโร่ว ออกไปได้อย่างหมดจด กลายเป็นจอมโจรที่แสนฉลาด สุขุม แฝงไว้ได้ด้วยความอันตรายรอบด้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับจอห์น เดอลิงเจอร์ ก็คือ ตามประวัติแล้ว จอห์น เคยปล้นธนาคารโดยการแสร้งทำเป็นถ่ายหนังอยู่ ทำให้ทุกคนไม่รู้สึกเอะใจว่า นี่คือการปล้นจริงๆ แต่ในหนัง Public Enemy กลับไม่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางฝากของ FBI เอง คริสเตียน เบลล์ เองก็แสดงได้ดีเช่นกัน ตัวละคร เมลวิน เอง ภายในตอนแรกเหมือนเป็นตำรวจที่ดี เก่ง และฉลาด แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขากลับถูกใช้งานโดยคนใหญ่คนโตใน FBI ด้วยความสามารถของเมลวิน ทำให้เขาต้องมาตามล่าตัวเดอลิงเจอร์ ตลอดเวลาการทำงาน เมลวิน ต้องเสียเพื่อนพ้องไปมากมาย ความแค้นถูกสะสมในใจเมลวินอย่างช้าๆ ทำให้เขาต้องใช้วิธีการตามล่าที่ป่าเถื่อนและรุนแรงมากขึ้น อย่างเช่นการทรมานนักโทษที่จับได้ ถึงแม้ว่าตัวเมลวินเองจะไม่ค่อยชอบก็ตามที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เมลวินนั้นไม่ได้ถูกครอบงำด้วยอารมณ์โกรธไปซะทั้งหมด ก็คือตอนที่ บิลลี่ แฟน ของเดอลิงเจอร์ถูกจับ และกำลังถูกตำรวจอีกนายหนึ่งซ้อมอยู่นั้น เขาได้เข้าไปห้ามไว้ ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้เขาจะโกรธและอาฆาตแค้นเดอลิงเจอร์เพียงใด แต่เขาก็ไม่ทำร้ายผู้หญิงเพื่อให้ได้ข้อมูลของเดอลิงเจอร์มา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวหนังดำเนินไปเรื่อยๆ บางครั้งอาจจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่กลับน่าติดตามตลอดเวลา ดูเพลินๆ เวลาก็ผ่านพ้นไป สองชั่วโมงครึ่ง ถ้าจะให้สรุปว่า หนังเรื่องนี้ คุ้มค่าแก่การเสียเงินไปดูมั้ยล่ะก็ ผมก็บอกว่าคุ้ม แต่ไม่ได้คุ้มถึงขนาดว่า คุ้มมากมาย เช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาเป็นว่า เรื่องนี้ แล้วแต่คนจะพิจารณาดีกว่า เพราะตัวหนังในไทยเองแล้ว ที่ดูเหมือนหนังฟอร์มยัก ใหญ่โตก็เพราะว่า ตัวนักแสดงอย่าง คริสเตียน เบลล์, จอห์นนี่ เ็ด็ป, มาริออน โกติลลาด รวมไปถึงผู้กับกับมากฝีมือ อย่าง ไมเคิล มาล แต่ที่แน่ๆ ใครที่คิดว่าหนังเรื่องนี้ บู๊ล้างผลาญ ยิงกันมันหยดล่ะก็.....ขอพูดอีกครั้งว่าคิดใหม่ได้เลยครับ แต่ถ้าใครชอบที่จะดูการแสดงที่ยอดเยี่ยม และฝีมือการกำกับ ในระดับแนวหน้าล่ะก็ ผมขอแนะนำอย่างยิ่งเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอทิ้งท้ายด้วยคำคมของหนังเรื่องนี้แล้วกันนะครับ(ฟังภาษาอังกฤษไม่ทัน ให้ไว้แต่ภาษาไทยก่อนแล้วกันนะครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;"คนส่วนใหญ่มักสนแต่ว่า คนเรานั้นมีที่มาจากไหน แต่ที่สำคัญจริงๆมันคือที่ๆเราจะไปต่างหาก"&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;Rating : 7/10&lt;br /&gt;Rating from IMDB : 7.6/10&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-8525578045181046486?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/8525578045181046486/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/07/review-public-enemy.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/8525578045181046486'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/8525578045181046486'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/07/review-public-enemy.html' title='Review หนัง - Public Enemy'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-5106275791569105987</id><published>2009-06-26T20:29:00.004+07:00</published><updated>2009-06-26T20:37:45.840+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Game'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='tool'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Programing'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='GBA develop'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='NDS develop'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='PSP develop'/><title type='text'>NDS Developer - Devkitpro</title><content type='html'>ตอนนี้กำลังเริ่มทำโปรเจคเกี่ยวกับการทำเกม NDS เป็นโปรเจคจบ(แต่ยังไม่จบ T-T)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยการทำจะใช้ตัวโปรแกรมที่ชื่อว่า devkitpro ซึ่งตัวนี้สามารถพัฒนาได้ทั้ง NDS GBA PSP โดยเราสามารถเลือกที่จะติดตั้งได้ว่าต้องการที่จะติดตั้งตัวไหน หรือจะติดตั้งทั้งหมดเลยก็ได้ โดยสามารถ Download ได้ที่ &lt;a href="http://devkitpro.org/downloads.shtml"&gt;http://devkitpro.org/downloads.shtml&lt;/a&gt; ซึ่งตอนนี้มีถึงเวอร์ชั่น 1.50 แล้ว ใครสนใจก็ลองเข้าไปดูกันได้นะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-5106275791569105987?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/5106275791569105987/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/nds-developer-devkitpro.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/5106275791569105987'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/5106275791569105987'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/nds-developer-devkitpro.html' title='NDS Developer - Devkitpro'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-3166067733131347703</id><published>2009-06-23T20:22:00.005+07:00</published><updated>2009-06-23T21:56:50.407+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Review'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพยนตร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Quote'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำคม'/><title type='text'>Review หนัง - The Curious Case of Benjamin Button เบนจามิน บัตตัน อัศจรรย์คนโลกไม่เคยรู้</title><content type='html'>สิ่งแรกที่ทำให้ผมรู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึกแรกที่ผมได้เห็นภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ "น่าดู" ประกอบกับนักแสดงดังที่เมื่อได้ยินชื่อแล้วความหล่อจะนำก่อนมาเป็นสิ่งแรก เขาก็คือ "แบรต พิต" แค่นั้นยังไม่พอเมื่อผมลองหารายละเอียดเกี่ยวกับทีมงานที่สร้างเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ต้องมาเจอ ชื่อผู้กำกับฝีมือดี "เดวิด ฟินเชอร์" ทำให้ผมอยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้มากขึ้นไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ มีเด็กชายคนหนึ่งเกิดมาอย่างผิดปกติ มีสภาวะของคนแก่ตั้งแต่แรกเกิด และค่อยๆอ่อนเยาว์ลงไปเรื่อยตามกาลเวล สวนทางกับคนปกติ พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับนาฬิกาที่เดินถอยหลังนั่นเอง เด็กคนนั้นถูกตั้งชื่อให้ว่า "เบนจามิน" และถูกเลี้ยงดูโดยเจ้าของบ้านพักคนชรา เนื่องจากพ่อแท้ๆของเบนจามินนั้นนำเขามาทิ้งไว้ เขาเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ท่ามกลางคนแก่ คนชรามากมาย มากหน้าหลายตา และที่นี่ก็ทำให้เข้าได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหลานของคุณยายคนหนึ่งในบ้านพักนี้เธอคือ "เดซี่" เธอสัมผัสได้ถึงความไม่เหมือนใครในตัวเบนจามิน ไม่นาน ทั้งคู่ก็สนิทและกลายเป็นเพื่อนกัน ถึงแม้ว่าร่างภายนอกของทั้งสองจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เบนจามินได้รู้จักกับการดื่มเหล้า, sex, การทำงานหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อถึงเวลา เขาก็ได้เดินออกจากบ้าน และออกไปพจญโลกกว้าง โดยที่ยังติดต่อกับเดซี่ผ่านทางจดหมายและโปสการ์ดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอนนี้เธอได้กลายเป็นนักเต้นบัลเล่ที่โด่งดังไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากสงครามโลกสิ้นสุดลง เบนจามินได้กลับมาที่บ้านพักคนชราอีกครั้ง ในสภาพที่อ่อนเยาว์ขึ้นกว่าแต่ก่อน และเขาก็ได้พบกับเดซี่อีกครั้ง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างไม่ค่อยดีนัก จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุรถชนกับเดซี่ ทำให้เธอไม่สามารถเต้นบัลเล่ได้อีก เบนจามินต้องการดูแลเธอ ประกอบกับความรักที่ไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่นิดเดียว ทำให้ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จนทั้งสองคนได้มีลูกด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อนั้นเบนจามินตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติได้อีกต่อไป เขาไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ในเมื่อเขายังคงเด็กลงๆ ไปทั้งอย่างนี้ เขาจึงตัดสินใจขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มี และทิ้งไว้ให้เดซี่กับลูก โดยที่ตัวเขาเองได้เดินจากไปอีกครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง เดซี่ได้รับโทรศัพท์ว่าพบเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่มีสมุดบันทึกที่มีชื่อของเดซี่เต็มไปหมด เธอจึงมุ่งหน้าไปหาเด็กชายคนนั้น ซึ่งเขาก็คือเบนจามินที่อ่อนเยาว์ลงกลายไปเป็นเด็กอายุ 7 ขวบ เขาจำอะไรไม่ได้ จำไม่ได้แม้กระทั่งเดซี่ผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด เดซี่ตัดสินใจที่จะย้ายมาอยู่ที่บ้านพักคนชรา เพื่อดูแลเบนจามินที่กลายเป็นเด็กนี้ไปจนสิ้นลมหายใจ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูผิวเผินแล้ว นี่ก็เป็นแค่หนังที่มีตัวเอก ที่เริ่มจากแก่แล้วก็กลายเป็นเด็ก แต่จริงๆแล้ว สาระของหนังทั้งหมด กลับไปอยู่ที่คนทั้งหลายที่เบนจามินเคยพบเจอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนหนึ่งถูกฟ้าผ่ามาแล้วเจ็ดครั้ง แต่กลับรอดตายมาได้ทุกครั้ง ซึ่งเราฟังดูแล้วก็เป็นเหมือนกับเรื่องตลก แต่แท้จริงแล้ว มันเหมือนกับเป็นการบอกว่า การที่เขารอดมาได้ทั้งเจ็ดครั้งนั้น เป็นโอกาสที่เขาควรจะใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้ดีมากขึ้นกว่าเดิม เปรียบเสมือนกับพรของพระเจ้า ที่ให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือหญิงสาวคนหนึ่งที่เขาพบระหว่างการออกเดินทาง เธอเคยพยายามว่ายน้ำข้ามฝั่งที่ไกลมากๆเป็นคนแรก แต่เธอก็ล้มเหลว เธอสามารถใช้ชีวิตไปได้อย่างปกติ โดยที่ไม่สนใจมัน ยอมเป็นคนล้มเหลวไปตลอดชีวิต แต่เธอกลับเลือกที่จะไปพยายามมันอีกครั้งให้สำเร็จ และทำให้ทุกคนรู้ว่า เธอทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องที่เรียบง่าย ไม่หวือหวามากนัก แต่ทุกวินาทีกลับน่าติดตาม อีกทั้งยังมีคำคมมากมายที่ถูกส่งผ่านออกมาทางตัวละครภายในเรื่องได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำพูดของหญิงชราที่สอนเปียโนให้เบนจามิน&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;&lt;blockquote&gt;"It's not about how well you play. It's how you feel about what you're playing"&lt;br /&gt;"มันไม่สำคัญหรอกว่าคุนเล่นเปียโนเก่งแค่ไหน แต่มันสำคัญตรงที่คุณรู้สึกอย่างไรเวลาได้เล่นมันต่างหาก"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;คำพูดของควินนี่ที่เลี้ยงดูเขามาจนโต&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;"We're all going the same way. We're just taking different roads to get there, that's all.&lt;br /&gt;"เราทุกคนล้วนแต่มุ่งไปยังที่ที่เดียวกัน ต่างกันแค่เราใช้เส้นทางที่แตกต่างกันเพื่อที่จะไปยังที่นั้นก็เท่านั้นเอง"&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;หรือคำพูดก่อนตายของกัปตันไมค์ที่เบนจามินได้ไปทำงานด้วย&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;"You can be as mad as a mad dog at the way things went. You could swear, curse the fates, but when it comes to the end, you have to let go."&lt;br /&gt;"คุณจะโกรธหรือโทษโชคชะตาก็ได้ แต่เมื่อถึงเวลา ยังไงคุณก็ต้องไปอยู่ดี"&lt;/blockquote&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ท้ายที่สุดแล้ว คนเราทุกคนก็ต้องจากไปอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ เงินทองที่เก็บสะสมมา เราก็ต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ดีกว่าต้องแบกรับความทุกข์ไปตลอดชีวิต&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-3166067733131347703?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/3166067733131347703/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/review-curious-case-of-benjamin-button.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/3166067733131347703'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/3166067733131347703'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/review-curious-case-of-benjamin-button.html' title='Review หนัง - The Curious Case of Benjamin Button เบนจามิน บัตตัน อัศจรรย์คนโลกไม่เคยรู้'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-840333713200671406</id><published>2009-06-23T02:42:00.004+07:00</published><updated>2009-06-25T22:53:35.377+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เทคนิคภาพยนตร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพยนตร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แสง'/><title type='text'>การให้แสงกับความไม่น่าไว้ใจใน Angel&amp;Demon - เทวากับซาตาน</title><content type='html'>หลายๆท่านคงจะคุ้นเคยกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว เพราะเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักที่เพิ่งลาโรงไปเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมานี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าพูดถึงความประทับใจก็ตรงที่เนื้อเรื่องมีการหักมุมของตัวคนร้าย ที่จากคนที่เราคิดว่าน่าจะเป็นคนดีที่สุด กับกลายเป็นผู้ร้ายที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังมาตั้งแต่ต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน จึงไม่รู้เรื่องว่าใครดีใครเลวตั้งแต่ต้น แต่ผมกลับรับรู้ถึงแรงกดดัน และความไม่น่าไวใจตัวละครตัวหนึ่งได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ตัวละครตัวนั้นก็คือ &lt;strong style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal;"&gt;คาเมอร์เลโญ&lt;span style="color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 0);"&gt;ถามว่าทำไมผมถึงรับรู้ได้ถึงความไม่น่าไว้ใจของตัวละครตัวนี้ คำตอบก็คือ แสงที่ถูกฉายมาที่ตัวละครตัวนี้ ในตอนที่ แลงดอน เข้าไปขออนุญาติเพื่อที่จะขอดูจดหมายเหตุ ซึ่งคนที่จะอนุญาติได้มีเพียง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal;"&gt;คาเมอร์เลโญ เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังเกตุดีๆ ทุกคนน่าจะเห็นว่า ตอนที่ทุกคนได้คุยกันอยู่ภายในห้องนั้น จะมีแสงลอดมาจากหน้าต่างเพียงทางเดียว ทำให้ห้องนั้นมืดสลัวๆ มีแสงสว่างเพียงบริเวณที่ใกล้หน้าต่างเท่านั้น แต่ตัวละครทุกตัวกับได้รับการกระจายแสงอย่าเท่าๆกัน จะมีก็ แลงดอน ที่แสงเข้าเพียงครึ่งเดียว ปล่อยให้ใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งเป็นเงามืดจางๆ แสดงถึงความครุ่นคริด ความไม่เข้าใจ ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือ &lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal;"&gt;คาเมอร์เลโญ ซึ่งแสงเข้ามาที่ตัวละครตัวนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีเพียงบางส่วนของใบหน้าที่โดนแสง และส่วนที่ไม่ได้โดนแสงนั้น กลับดำมืดอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนกับ แลงดอน เลยแม้แต่น้อย ที่ยังเห็นเค้าโครงหน้าได้ไม่ยาก เพราะส่วนที่ไม่โดนแสงเป็นเพียงแค่เงาเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฉากนี้มีการตัดไปตัดมาที่ตัวละครหลายตัว แต่ตัวละครที่ไม่มีการเปลี่ยนมุมแสงเลย แม้จะเป็นตัวละครที่เดินไปเดินมามากที่สุดในห้องนั้น แต่กลับมีแสงเข้าเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ในตอนนี้ผมจึงหันไปพูดกับเพื่อนที่มาดูด้วยกันว่า "ไอ้หลวงพ่อนี่มันไม่น่าไว้ใจเลยวะ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากภาพยนตร์ได้ผ่านไปจนจบ ผมเดินออกมาจากโรงหนัง พร้อมกับคำถามของเพื่อนผมที่ "นี่มึงไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนแน่นะ" ผมจึงเริ่มต้นอธิบายว่า ทำไมผมถึงรู้สึกว่า &lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal;"&gt;คาเมอร์เลโญ ไม่ใช่คนดีอย่างที่แสดงออกมาในตอนแรกๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็อธิบายเรื่องแสงที่พูดไปแล้วในตอนต้น พร้อมกับอธิบายเสริมอีกว่า การความมืดบนใบหน้าของ &lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal;"&gt;คาเมอร์เลโญ แสดงถึงความกดดัน และ ไม่น่าไว้ใจนั้น เป็นเพราะว่า"สีดำ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สีดำถ้าพูดกันถึงสมัยก่อนแล้ว&lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal;"&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal;"&gt;คจะสื่อถึงความ น่ากลัว ความกดดัน ความมืดมนในจิตใจ ตรงส่วนนี้จึงทำให้ภาพลักษณ์ของ &lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal;"&gt;คาเมอร์เลโญ ในฉากนี้มีความน่าสงสัย เคลือบแคลง และไม่น่าไว้ใจปนอยู่เต็มไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่น่าคิดว่า การที่ให้แสงกับ &lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal;"&gt;คาเมอร์เลโญ แบบนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถูกทำมาจากหนังสือชื่อดัง ที่ทุกคนรู้จัก และส่วนใหญ่ของคนที่มาดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็น่าจะได้อ่านหนังสือมาแล้วเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ย่อมรู้ว่า ใครคือตัวเอก ใครคือตัวร้าย ทางผู้กำกับ ซึ่งอาจจะเห็นถึงส่วนนี้ จึงได้ทำการให้แสงกับ&lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(0, 0, 0); font-weight: normal;"&gt; คาเมอร์เลโญ ให้ชวนน่าสงสัย และไม่น่าไว้ใจก็เป็นได้&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-840333713200671406?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/840333713200671406/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/angel.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/840333713200671406'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/840333713200671406'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/angel.html' title='การให้แสงกับความไม่น่าไว้ใจใน Angel&amp;Demon - เทวากับซาตาน'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-8648321041160772718</id><published>2009-06-22T00:00:00.000+07:00</published><updated>2009-06-22T00:01:11.029+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เทคนิคภาพยนตร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพยนตร์'/><title type='text'>ว่าด้วยเรื่อง การถ่ายย้อนแสง กับ Rack Focus ใน Team Medical Dragon(ต่อ)</title><content type='html'>&lt;p&gt;คราวที่แล้วได้พูดถึงการถ่ายย้อนแสง และความหมายไปบ้างแล้ว คราวนี้จะมาพูดถึง Rack Focus กันบ้าง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;Rack Focus หรือ Selective Focus เป็นใช้เทคนิคของเลนส์เทเลมาช่วยในการถ่ายทำ เนื่องจากเลนส์เทเล ของกล้องจะมีระยะชัดที่สั้น ทำให้สิ่งที่เลนส์ไม่ได้โฟกัสอยู่นั้น กลายเป็นภาพเบลอไป พูดง่ายๆก็คือ ยิ่งเลนส์ตัวนั้นยาวเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีระยะชัดสั้นลงเท่านั้น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;การใช้ Rack Focus นั้น ส่วนใหญ่จะใช้ก็ต่อเมื่อ ต้องการจะบอกเล่าเรื่องโดยไม่อาศัยบทสนทนาช่วย ถ้าพิจารณาจาก Team Medical Dragon ผู้ชมคงจะได้เห็นกันบ่อยมาก (พอๆ กับการถ่ายย้อนแสง) ยกตัวอย่างเช่น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในตอนแรก ฉากที่อาซาดะพบกับอาราเสะ แล้วหมอคิโต้ก็มาลากตัวอาราเสะไป หลังจากตอนนี้ คาโต้จะเข้ามาพูดกับอาซาดะเรื่องไปแนะนำตัวของศจ.โนกุจิ หลังจากที่คาโต้เดินจากไปแล้ว จากเดิมกล้องโฟกัสอยู่ที่อาซาดะกับคาโต้ กล้องกับโฟกัสไปทางด้านหลังของทั้งคู่ เผยให้เห็นใบหน้าของหมอคิโต้ ซึ่งมีท่าทีแอบมองอยู่ ตรงนี้ที่เป็นการสื่อความหมายแบบนัยว่า หมอคิโต้มีความสนใจในตัวอาซาดะอยู่ โดยที่ไม่ได้อาศัยบทสนทนาช่วยเลย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เป็นอันจบเรื่องของ การถ่ายย้อนแสง กับ Rack Focus แต่เพียงเท่านี้ คาดว่าคราวหน้าจะยกเรื่องสี มุมกล้องมาพูดอีก อาจจะยกตัวอย่างจาก Team Medical Dragon เหมือนเดิม หรือไม่งั้นผมก็คงจะไปหาหนังมาดู ที่สามารถอธิบายได้เห็นชัดๆ และเข้าใจได้ง่ายๆ กว่านี้ เหตุผลที่คราวนี้ผมยกตัวอย่างจาก Team Medical Dragon เพราะ ผมเห็นว่าซีรี่เรื่องนี้มีหลายๆอย่างที่ดูดี ทั้งเรื่องเทคนิคมุมกล้อง เทคนิคด้านแสง และอีกหลายๆอย่าง เลยคิดว่าน่าจะสามารถนำมายกเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-8648321041160772718?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/8648321041160772718/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/rack-focus-team-medical-dragon_22.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/8648321041160772718'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/8648321041160772718'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/rack-focus-team-medical-dragon_22.html' title='ว่าด้วยเรื่อง การถ่ายย้อนแสง กับ Rack Focus ใน Team Medical Dragon(ต่อ)'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-966382564388131236</id><published>2009-06-21T23:57:00.000+07:00</published><updated>2009-06-22T00:00:08.103+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เทคนิคภาพยนตร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพยนตร์'/><title type='text'>ว่าด้วยเรื่อง การถ่ายย้อนแสง กับ Rack Focus ใน Team Medical Dragon</title><content type='html'>&lt;p&gt;ไม่ได้อัพ blog ซะนาน&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ตอนนี้เริ่มศึกษาเกี่ยวกับการทำภาพยนตร์ ซื้อหนังสือมาอ่านได้สองสามเล่มและ กะว่าอ่านจบจะไปเป็นผู้กำกับซะหน่อย ฮ่าๆๆ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อเร็วๆนี้ผมมีโอกาศได้ดูซีรี่ญี่ปุ่นเรื่องนึง คือ Team Medical Dragon ซีซั่นแรก ความจริงผมก็ดูไปหลายรอบแล้วแหละ แต่พออ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำหนัง เลยได้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ขึ้นมา&lt;/p&gt; &lt;p&gt;อย่างแรกที่สังเกตุเห็นได้บ่อยที่สุดเลยก็คือ การถ่ายภาพแบบย้อนแสง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ถ้าสังเกตุดูดีๆ ซีรี่เรื่องนี้จะมีการถ่ายภาพแบบย้อนแสงเยอะมาก(เยอะจริงๆนะ) ซึ่งวิธีถ่ายภาพแบบนี้ ถ้าตัดสินกันตามอารมณ์ของตัวหนังแล้ว มันทำให้ตัวละครในเรื่องมีความ"ยิ่งใหญ่" แล้วก็ทำให้รู้สึกว่าตัวละครนั้น "สำคัญ" ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ฉากง่ายๆที่พอจะนึกออกก็คือ ฉากในห้องทำงานของ ศจ.โนกุจิ ภายในห้องจะเป็นห้องมืดๆ แสงที่ผ่านเข้ามาในห้องนั้นน้อยมากจนแทบจะไม่มี ซึ่งการที่ทำเป็นห้องมืดนั้น ทำให้คนดูรู้สึกถึงแรงกดดัน ถูกคุกคาม อย่างเห็นได้ชัด สังเกตจากตัวละครที่เข้าไปภายในห้องของ ศจ.โนกุจิ จะโดนกดดันทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นหมอคาโต้ ที่ต้องเข้าไปภายในห้องเพื่อรับผิดในสิ่งที่อาซาดะทำ พร้อมกับโดนด่าบ้าง โดนขู่บ้าง ไหนจะบรรดาหมอที่อาซาดะจัดการเรื่องต่างๆ จำพวก ยาต้านมะเร็ง เครื่องช่วยหัวใจบกพร่อง ตัวละครเหล่านี้ได้รับการกดดันทุกตัว (ยกเว้นอาซาดะไว้คนนึงล่ะมั้ง พี่แกเล่นไม่กลัวอะไรเลยนี่ = =) ประกอบกับบรรยากาศในห้องที่มืดด้วยแล้ว ทำให้คนดูรู้สึกกดดันไปพร้อมกับตัวละครได้อย่างดี และสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกถึงแรงกดดันนี้ดียิ่งขึ้นก็คือ แสงที่ส่องมาจากด้านหลังของ ศจ.โนกุจิ จากมุมกล้อง จะเห็นได้ว่า การที่ถ่ายย้อนแสงในลักษณะนั้น จะทำให้เห็นหน้าของ ศจ.โนกุจิ ไม่ค่อยชัด ออกมืดๆ สลัวๆ และเกิด"ริมไลท์"(Rim Light) ทั้งสองอย่างนี้ทำให้ ศจ.โนกุจิ ดูทรงอำนาจ และยิ่งใหญ่มากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ส่วนเรื่องRack Focus ผมจะมาพูดถึงอีกทีในคราวหน้านะครับ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ปล.ท่านใดที่เข้ามาอ่านแล้วความเห็นไม่ตรงกับผม หรือมีอะไรอยากเสนอแนะ ก็ช่วยติชมเพิ่มเติมได้นะครับ จะได้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กันไปในตัวด้วย ^^&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-966382564388131236?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/966382564388131236/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/rack-focus-team-medical-dragon.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/966382564388131236'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/966382564388131236'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/rack-focus-team-medical-dragon.html' title='ว่าด้วยเรื่อง การถ่ายย้อนแสง กับ Rack Focus ใน Team Medical Dragon'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-4612057945077927275</id><published>2009-06-21T21:13:00.001+07:00</published><updated>2009-06-22T00:01:39.670+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เทคนิคภาพยนตร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Symbol'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพยนตร์'/><title type='text'>Wing of Liberty ปีกแห่งอิสระภาพ – ว่ากันถึง Symbol ของหนัง</title><content type='html'>&lt;div class="entry"&gt;          &lt;div class="snap_preview"&gt;&lt;p&gt;ช่วงนี้มีหนังดีๆเข้าโรงฯเยอะนะ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;อาจจะเป็นเพราะช่วงซัมเมอร์ หนังดีๆ เลยเข้าฉายเยอะเป็นพิเศษ ตัวผมเองนั้นก็มีเรื่องที่อยากดูหลายเรื่อง(แล้วก็ยังไม่ได้ดูซักเรื่อง) อาทิเช่น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;สาระแนห้าวเป้ง เรื่องนี้อยากดูเพราะเอาฮาเข้าว่าครับ บวกกับชอบรายการสาระแนพร้อมกับความคิดที่ว่า คนเราเมื่ออยู่หน้ากล้องกับหลังกล้อง(หรือมีกล้องอยู่แต่เราไม่รู้) มันจะเหมือนกันหรือไม่&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ม.3 ปี4 เรารักนาย เรื่องนี้อยากดูเพราะได้ยินว่าเป็นหนังรัก ผสมดราม่า ไม่ใช่รักกุ๊กกิ๊กใสๆอย่างที่ใครๆเข้าใจกัน พร้อมกับลางสังหรว่า หนังเรื่องนี้ดี(อันนี้รู้สึกส่วนตัวสุดๆ ฮ่าๆๆ) แต่ท่าทางคงจะไม่ได้ดู เพราะไม่มีคนไปดูด้วย (ไปกับผู้ชายก็คงเกย์ ไปคนเดียวก็เปลี่ยวใจ ไปกับสาว…ก็ดันไม่มีสาวให้ไปด้วย ฮือๆๆ)&lt;/p&gt; &lt;p&gt;X-MEN Origin : Wolverine เรื่องสุดท้ายนี้ อยากดูมากๆ ด้วยความรู้สึกที่ว่าเป็นหนังฟอร์มยักที่น่าดู แล้วด้วยการเป็นเด็กผู้ชายมาก่อน ซึ่งแน่นอนย่อมชอบซุปเปอร์ฮีโร่เป็นธรรมดา เลยทำให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับของหนังที่อยากดูได้ไม่ยาก&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อพูดถึง X-MEN กันแล้ว ผมจึงไม่รอช้า รีบกลับไปขุดภาคเก่าๆของหนังเรื่องนี้มาดู (เสียดายที่ไม่มีภาคแรก) แล้วสิ่งที่สะดุดใจขึ้นมาก็คือ Angel ซึ่งเป็นตัวละครในภาคที่สาม (ตัวที่มีปีกบินได้ โผล่หน้ามาวับๆแวมๆ ไม่ค่อยจะมีบทเท่าไหร่นั่นแหละ) จริงๆแล้วมันเป็นความรู้สึกที่มีมานานแล้วนะ ตั้งแต่ผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกแล้วว่า “ไอ้ตัวละครนี้จะมีมาทำไมวะ พูดก็น้อย ทำอะไรก็ไม่ทำ บินไปก็บินมา แค่เนี้ย!!”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;แน่นอนครับ นั่นเป็นสมัยก่อน ตอนนี้พอกลับมาดูอีกครั้ง มันทำให้ผมรู้คำตอบของคำถามที่ผมสร้างขึ้นแล้วว่า เค้าสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมาทำไม&lt;/p&gt; &lt;p&gt;หลายๆคนคงจะเคยได้ยินคำว่า Wing of Liberty มาบ้างแล้ว แปลตรงตัวเลยครับ “ปีกแห่งอิสระภาพ” ผมคิดว่า Angel นี้เป็น Symbol ของภาคนี้เลยแหละ ทำไมหน่ะเหรอ ลองคิดดูว่า ถ้าพวกคุณดันเกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษ แต่ไม่ได้รับการยอมรับ ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ เหมือนกับเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ในหนังหล่ะ คุณคิดว่าคุณจะรู้สึกอย่างไร สิ่งแรกที่คุณและคนเหล่านี้จะเสียก็คือ อิสระภาพ ยังไงหล่ะครับ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;สำหรับตัวของ Angel นั้น เป็นตัวแทนของอิสระภาพ เพราะว่าเขาสามารถไปบินไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ เสมือนนกที่ไม่ได้ถูกขังอยู่ในกรง อยากบินไปไหนก็ไป สังเกตุเห็นได้จากหนัง ช่วงที่กำลังจะชีดยาแก้การกลายพันธุ์ โดยมี Angel เข้ารับการรักษาเป็นคนแรก ตอนที่ Angel ถอดเสื้อ ปีกที่ถูกสายคาดพันธนาการไว้ ก็เหมือนกับโซ่ที่ล่ามไว้ เหมือนกับเราไม่มีอิสระ ถูกกังขังหน่วงเหนี่ยว แต่แล้ว Angel กลับขัดขืนในตอนท้าย แล้วทำลายพันธนาการนั้นทิ้งซะ พร้อมกับบินออกไปหาอิสระ ที่ตัวเองนั้นโหยหา เหมือนกับบอกให้โลกรู้ว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการการเยียวยา พวกเขาเพียงแค่อิสระภาพ และการยอมรับจากสังคมเท่านั้น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;และนี่ก็เป็นคำตอบที่ผมได้ หลังจากที่ได้ดู X-MEN ภาคที่สามอีกครั้ง ผมเคยคุยกับรุ่นพี่ที่เรียนนิเทศฯ สาขาภาพยนตร์ คนหนึ่ง เค้าเคยพูดถึงเรื่อง Symbol ของหนัง พี่เค้าบอกว่า “Symbol ของหนังเนี่ย คือสิ่งที่ผู้กำกับสร้างขึ้น แต่ไม่บอกความหมาย ว่ามันคืออะไร ส่วนใหญ่จะปล่อยให้คนดูนำไปคิดเอาเอง” ผมว่าสนุกดีนะ ถ้าเราจะลองมองหา Symbol ในหนังเรื่องนึงที่เราดู แล้วมาตีความหมายกัน ว่ามันคืออะไร ลองมองหาดูดีๆครับ ผมเชื่อว่าพวกเราจะเจออะไรดีๆที่ซ่อนอยู่ในหนังอีกมากมายทีเดียว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ปล.หนังไทยที่มี Symbol เห็นอย่างชัดๆที่สุดเลยเรื่องหนึ่งก็คือ Happy Birth Day ครับ ชัดมากครับ ลองดูดีๆ เท่าที่ผมเห็นนะ มีถึงสองอย่างเลยแหละ ลองไปหาดูเอาครับ อิอิ&lt;/p&gt; &lt;/div&gt;          &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-4612057945077927275?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/4612057945077927275/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/wing-of-liberty-symbol.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/4612057945077927275'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/4612057945077927275'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/wing-of-liberty-symbol.html' title='Wing of Liberty ปีกแห่งอิสระภาพ – ว่ากันถึง Symbol ของหนัง'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-259720740446569847</id><published>2009-06-21T21:10:00.004+07:00</published><updated>2009-06-22T00:02:04.803+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Review'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพยนตร์'/><title type='text'>Review หนัง – Atonement ตราบาปลิขิตรัก</title><content type='html'>&lt;div class="post-63 post hentry category--"&gt;        &lt;div class="entry"&gt;          &lt;div class="snap_preview"&gt;&lt;p&gt;Atonement เป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่จมอยู่กับความผิดบาปของตัวเอง ตั้งแต่สมัยเด็ก ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปี เธอก็ยังคงรู้สึกผิด กับความผิดของเธอที่เคยก่อไว้อย่างไม่มีวันจางหาย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;หนังเรื่องนี้ ถูกวางโครงเรื่องมาอย่างดีเยี่ยม ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ผมว่าบทหนังเรื่องนี้เป็นบทที่ดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เนื้องเรื่องถูกดำเนินไปเรื่อยๆ ง่ายๆ ผ่านมุมมองของไบรโอนี่ เด็กสาวที่หลงรักร๊อบบี้ ชายหนุ่มลูกคนใช้ภายในบ้าน และเป็นชายคนเดียวกับที่พี่สาวของเธอ ซีซิเรีย แอบชอบอยู่ลึกๆ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;Time line ของหนังมีการตัดไปมาระหว่างสิ่งที่ไบรโอนี่เห็น กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เสมือนกับการผูกปมไว้ แล้วก็คลายปมนั้นให้คนดูรู้ภายในเวลาไม่นาน แต่นี่แหละ คือลูกเล่นอันแยบยลของหนัง ผมพนันได้เลยว่า ทุกคนที่ดูหนังเรื่องนี้ ครั้งแรกที่เราดูผ่านมุมมองของไบรโอนี่นั้น คนดูทุกคนจะถูกดึงดูดให้รู้สึกเช่นเดียวกับไบรโอนี่ อย่างเช่นฉากที่ซีซิเรียถอดเสื้อผ้าโดดลงน้ำ แล้วขึ้นมายืนต่อหน้าร๊อบบี้ในสภาพชุดแนบเนื้อ เราอาจจะคิดกันไปว่า “ซีซิเรียกำลังยั่วยวนร๊อบบี้” หรืออะไรทำนองนี้ที่อาจจะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องsex ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เป็นการกระโดดลงไปเก็บของสำคัญที่ตกลงบ่อน้ำไปต่างหาก อีกทั้งลูกเล่นนี้ยังนำพาให้คนดูรู้สึกติดตามกับเนื้อเรื่องไปได้อย่างดี&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เรื่องราวมีการใส่ Symbol เข้าไปหลายอย่าง เช่น ฉากที่ไบรโอนี่เลือกไปทำงานพยาบาลแทนที่จะเรียนต่อ เหมือนกับจะเป็นการชดเชยในสิ่งที่เธอได้กระทำไว้ในอดีต หรือฉากที่ไบรโอนี่ล้างมือ เสมือนเป็นการล้างบาปออกจากตัวเอง หรือจะเป็นการแต่งเรื่องราวให้ซีซิเรียและร๊อบบี้ได้มีความสุขกันในตอนจบของ หนังสือเล่มสุดท้ายที่เธอเขียน ก็เปรียบเสมือนกับเป็นการชดเชย ในฐานะที่เธอทำให้ทั้งคู่ต้องพรัดพรากจากกัน&lt;/p&gt; &lt;p&gt;โดยรวมแล้ว ผมว่าหนังเรื่องนี้ดีทั้งบทภาพยนตร์และการนำเสนอ สรุปว่าเป็นหนังที่ควรค่าแก่การดูอย่างยิ่ง ถ้าจะให้ดี ควรมีเก็บไว้ในคอเลคชั่นเลยจะดีมาก&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-259720740446569847?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/259720740446569847/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/review-atonement_21.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/259720740446569847'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/259720740446569847'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/review-atonement_21.html' title='Review หนัง – Atonement ตราบาปลิขิตรัก'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-8691585266413573032</id><published>2009-06-21T20:55:00.003+07:00</published><updated>2009-06-24T22:12:48.645+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพยนตร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Quote'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำคม'/><title type='text'>Quote จากหนัง...</title><content type='html'>&lt;div class="entry"&gt;          &lt;div class="snap_preview"&gt;&lt;p&gt;เป็น Quote ต่างๆหลายเรื่อง อันนี้ต้องให้ Credit จากนิตยสาร ฮิ นะคับ เพราะ Copy มาเหมือนกันเหอะๆ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;Sometime the smallest thing can make the biggest changes of all : Dinosaur&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;To make an impact, you have to go to the extremes : Drive  Me Crazy&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;You’ll always know when the right person walks into your life.If he’s the right man for you, you just can’t let him slip on by : The Butcher’s Wife&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;It’s love that hurts.But it’s hurt that tells you are still alive : Body Shots&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;Be stupid enough to fall in love and be smart enough to know it. : The Velocity of Gary&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;Some heights can only be reached by hearts : Among Giants&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;There’s a fine line between coincidence and fate : The Mummy Returns&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;You’re afraid of something bad that you miss many good things : Now and Then&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;As long as there’s life, there are dreams : Roseanna’s Grave&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;It’s hard to let go, isn’t it?…That’s life : Meet Joe Black&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;There’s the world out there. And no matter you like it or not, it’s gonna hit you right in your face : American Beauty&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;/div&gt;                &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-8691585266413573032?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/8691585266413573032/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/quote.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/8691585266413573032'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/8691585266413573032'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/quote.html' title='Quote จากหนัง...'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4668957271289763645.post-6404356792924961478</id><published>2009-06-21T11:07:00.001+07:00</published><updated>2009-06-21T21:09:54.907+07:00</updated><title type='text'>Blog ใหม่...ลองของใหม่</title><content type='html'>หลังขากที่เห็นเพื่อนใช้แล้ว เกิดความรู้สึกว่า "เห้ย! เ๋จ๋งหว่ะ" ก็เลยลองมาใช้ดูมั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ยังไม่ได้ลองอะไรมาก แต่สิ่งที่ตั้งความหวังไว้กับ Blog นี้ก็คงจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;เกี่ยวกับเรื่องหนังทั้งหลายทั้งปวง Preview - Review และอื่นๆอีกมากมาย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ความรู้เชิงภาพยนตร์ อาจจะพูดถึงหนังบางเรื่อง ทั้งที่ดูเอง และอ้างอิงจากที่อื่น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เทคนิคการทำ ตกแต่งเว็บ css ที่ได้ลองใช้ และลองเองกับมือ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Programing เล็กน้อยๆ ในระหว่างการทำโปรเจค ถ้ามีอะไรน่าสนใจกจะเอามาลงไว้&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Quote เด็ดๆ จากที่ต่างๆ จะนำมาลงไว้&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;นี่ก็คือความตั้งใจทั้งหมดที่จะอัพลง Blog นี้ล่ะนะ แต่ก็ไม่รู้จะทำได้แค่ไหนเหมือนกัน ฮ่าๆๆๆ จะยังไงก็คงต้องติดตามกันต่อไปล่ะนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. บางอันจะทำการย้ายมากจาก Blog เก่า นั่นก็คือ &lt;a href="http://haleluyas.wordpress.com/"&gt;http://haleluyas.wordpress.com&lt;/a&gt; นะครับ ถ้าใครที่เข้ามาแล้วเห็นว่า "เอ๊ะ! เหมือนกันเลย ก็ไม่ต้องใจนะจ๊ะ คนเขียนคนเดียวกัน หึหึ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4668957271289763645-6404356792924961478?l=haleluyas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://haleluyas.blogspot.com/feeds/6404356792924961478/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/blog.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/6404356792924961478'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4668957271289763645/posts/default/6404356792924961478'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://haleluyas.blogspot.com/2009/06/blog.html' title='Blog ใหม่...ลองของใหม่'/><author><name>Haleluyas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16043446965288938035</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
