วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Review หนัง - The Curious Case of Benjamin Button เบนจามิน บัตตัน อัศจรรย์คนโลกไม่เคยรู้

สิ่งแรกที่ทำให้ผมรู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

ความรู้สึกแรกที่ผมได้เห็นภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ "น่าดู" ประกอบกับนักแสดงดังที่เมื่อได้ยินชื่อแล้วความหล่อจะนำก่อนมาเป็นสิ่งแรก เขาก็คือ "แบรต พิต" แค่นั้นยังไม่พอเมื่อผมลองหารายละเอียดเกี่ยวกับทีมงานที่สร้างเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ต้องมาเจอ ชื่อผู้กำกับฝีมือดี "เดวิด ฟินเชอร์" ทำให้ผมอยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้มากขึ้นไปอีก

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ มีเด็กชายคนหนึ่งเกิดมาอย่างผิดปกติ มีสภาวะของคนแก่ตั้งแต่แรกเกิด และค่อยๆอ่อนเยาว์ลงไปเรื่อยตามกาลเวล สวนทางกับคนปกติ พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับนาฬิกาที่เดินถอยหลังนั่นเอง เด็กคนนั้นถูกตั้งชื่อให้ว่า "เบนจามิน" และถูกเลี้ยงดูโดยเจ้าของบ้านพักคนชรา เนื่องจากพ่อแท้ๆของเบนจามินนั้นนำเขามาทิ้งไว้ เขาเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ท่ามกลางคนแก่ คนชรามากมาย มากหน้าหลายตา และที่นี่ก็ทำให้เข้าได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหลานของคุณยายคนหนึ่งในบ้านพักนี้เธอคือ "เดซี่" เธอสัมผัสได้ถึงความไม่เหมือนใครในตัวเบนจามิน ไม่นาน ทั้งคู่ก็สนิทและกลายเป็นเพื่อนกัน ถึงแม้ว่าร่างภายนอกของทั้งสองจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เบนจามินได้รู้จักกับการดื่มเหล้า, sex, การทำงานหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อถึงเวลา เขาก็ได้เดินออกจากบ้าน และออกไปพจญโลกกว้าง โดยที่ยังติดต่อกับเดซี่ผ่านทางจดหมายและโปสการ์ดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอนนี้เธอได้กลายเป็นนักเต้นบัลเล่ที่โด่งดังไปแล้ว

หลังจากสงครามโลกสิ้นสุดลง เบนจามินได้กลับมาที่บ้านพักคนชราอีกครั้ง ในสภาพที่อ่อนเยาว์ขึ้นกว่าแต่ก่อน และเขาก็ได้พบกับเดซี่อีกครั้ง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างไม่ค่อยดีนัก จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุรถชนกับเดซี่ ทำให้เธอไม่สามารถเต้นบัลเล่ได้อีก เบนจามินต้องการดูแลเธอ ประกอบกับความรักที่ไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่นิดเดียว ทำให้ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จนทั้งสองคนได้มีลูกด้วยกัน

เมื่อนั้นเบนจามินตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติได้อีกต่อไป เขาไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ในเมื่อเขายังคงเด็กลงๆ ไปทั้งอย่างนี้ เขาจึงตัดสินใจขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มี และทิ้งไว้ให้เดซี่กับลูก โดยที่ตัวเขาเองได้เดินจากไปอีกครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง เดซี่ได้รับโทรศัพท์ว่าพบเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่มีสมุดบันทึกที่มีชื่อของเดซี่เต็มไปหมด เธอจึงมุ่งหน้าไปหาเด็กชายคนนั้น ซึ่งเขาก็คือเบนจามินที่อ่อนเยาว์ลงกลายไปเป็นเด็กอายุ 7 ขวบ เขาจำอะไรไม่ได้ จำไม่ได้แม้กระทั่งเดซี่ผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด เดซี่ตัดสินใจที่จะย้ายมาอยู่ที่บ้านพักคนชรา เพื่อดูแลเบนจามินที่กลายเป็นเด็กนี้ไปจนสิ้นลมหายใจ...

ดูผิวเผินแล้ว นี่ก็เป็นแค่หนังที่มีตัวเอก ที่เริ่มจากแก่แล้วก็กลายเป็นเด็ก แต่จริงๆแล้ว สาระของหนังทั้งหมด กลับไปอยู่ที่คนทั้งหลายที่เบนจามินเคยพบเจอ

คนหนึ่งถูกฟ้าผ่ามาแล้วเจ็ดครั้ง แต่กลับรอดตายมาได้ทุกครั้ง ซึ่งเราฟังดูแล้วก็เป็นเหมือนกับเรื่องตลก แต่แท้จริงแล้ว มันเหมือนกับเป็นการบอกว่า การที่เขารอดมาได้ทั้งเจ็ดครั้งนั้น เป็นโอกาสที่เขาควรจะใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้ดีมากขึ้นกว่าเดิม เปรียบเสมือนกับพรของพระเจ้า ที่ให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป

หรือหญิงสาวคนหนึ่งที่เขาพบระหว่างการออกเดินทาง เธอเคยพยายามว่ายน้ำข้ามฝั่งที่ไกลมากๆเป็นคนแรก แต่เธอก็ล้มเหลว เธอสามารถใช้ชีวิตไปได้อย่างปกติ โดยที่ไม่สนใจมัน ยอมเป็นคนล้มเหลวไปตลอดชีวิต แต่เธอกลับเลือกที่จะไปพยายามมันอีกครั้งให้สำเร็จ และทำให้ทุกคนรู้ว่า เธอทำได้

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องที่เรียบง่าย ไม่หวือหวามากนัก แต่ทุกวินาทีกลับน่าติดตาม อีกทั้งยังมีคำคมมากมายที่ถูกส่งผ่านออกมาทางตัวละครภายในเรื่องได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น

คำพูดของหญิงชราที่สอนเปียโนให้เบนจามิน
"It's not about how well you play. It's how you feel about what you're playing"
"มันไม่สำคัญหรอกว่าคุนเล่นเปียโนเก่งแค่ไหน แต่มันสำคัญตรงที่คุณรู้สึกอย่างไรเวลาได้เล่นมันต่างหาก"

คำพูดของควินนี่ที่เลี้ยงดูเขามาจนโต
"We're all going the same way. We're just taking different roads to get there, that's all.
"เราทุกคนล้วนแต่มุ่งไปยังที่ที่เดียวกัน ต่างกันแค่เราใช้เส้นทางที่แตกต่างกันเพื่อที่จะไปยังที่นั้นก็เท่านั้นเอง"

หรือคำพูดก่อนตายของกัปตันไมค์ที่เบนจามินได้ไปทำงานด้วย
"You can be as mad as a mad dog at the way things went. You could swear, curse the fates, but when it comes to the end, you have to let go."
"คุณจะโกรธหรือโทษโชคชะตาก็ได้ แต่เมื่อถึงเวลา ยังไงคุณก็ต้องไปอยู่ดี"

ท้ายที่สุดแล้ว คนเราทุกคนก็ต้องจากไปอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ เงินทองที่เก็บสะสมมา เราก็ต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ดีกว่าต้องแบกรับความทุกข์ไปตลอดชีวิต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น