วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

Review หนัง - Taken

โอ๊ยยยยยยย...นี่มันหนังอะไรครับ!

Taken หลายๆคนเมื่อได้ยินชื่อนี้อาจจะตื่นตาตื่นใจ คิดว่าเป็นหนังที่สร้างมาจากเกมตู้ชื่อดัง(TEKKEN) แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ มันแค่ออกเสียงคล้ายๆกัน ตามประสาคนไทยเสียงมันเลยเพี้ยนไปเท่านั้นเอง

เนื้อเรื่องภายในหนังเป็นเหมือนตามชื่อเรื่องครับ คือพระเอกของเรา ไบรอัน มิล(เลียม นีสัน)เป็นเสมือนกับบอดี้การ์ด โดนที่ลูกสาวของมิลนั้นถูกลักพาตัวไป จึงเป็นหน้าที่ของผู้เป็นพ่อที่ต้องใช้ความสามารถที่ติดตัวมา ไปชิงตัวลูกสาวกลับคืนมา

เนื้อเรื่องภายในหนังนั้นถูกดำเนินไปอย่างรวดเร็ว กระชับ และฉับไว โดยรวมแล้วเป็นหนังเกรดบี แต่ความประทับใจมันเกินมามากมายครับ สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้เลยก็คือ ความเป็น"คน"ของมิล ตัวเอกของเรานั่นเอง ในหนังหลายๆเรื่อง เราจะเห็นพระเอกส่วนใหญ่ เป็นคนดี เสียสละเพื่อสังคม ไม่ค่อยมีด้านแย่ๆเท่าไหร่ แต่สำหรับมิลแล้วนั้นไม่ เขาเป็น"คน"อย่างเราๆจริงๆ ฉากที่ลูกสาวโดนลักพาตัวแล้วสิ้นเสียงหายไปทางโทรศัพท์นั้น สังเกตดีๆ หลังจากคนร้ายพูดคำว่า "Good Luck" แล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนต้องรู้สึกว่า "เอ็งตาย" เหมือนกับ มิล แน่นอน แต่นั่นยังไม่พอ สิ่งที่ทำให้เห็นว่า มิลของเรามีความรู้สึกนึกคิด มีความโกรธเหมือนคนทั่วไปเช่นเราๆนั้น ก็คือฉากที่ มิล ไปหาเพื่อนเก่าของเขาที่บ้าน ซึ่งมีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับแผนการลักพาตัวลูกสาว และจัดการยิงเมียของเขาซะโดยที่เมียของเขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรทั้งสิ้น เหตุผลเพียงเพราะว่า เพื่อนเก่านั้นไม่ยอมบอกว่าจะตามหาตัวลูกสาวได้ที่ไหนเท่านั้น ซีนนี้ทำให้เห็นชัดเจนถึงอารมณ์โกรธที่พุ่งพล่าน ความมืดที่เข้าครอบงำ พร้อมที่จะไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอีกต่อไป เพราะความต้องการของเขาคือ ช่วยลูกสาว เท่านั้น

ตัวหนังไม่ค่อยมีอะไรมากครับ แค่ความมันตามประสาหนังไล่ล่าสืบสวนธรรมดาทั่วไป แต่มันมีความโหดของตัวเอกเวลาโกรธรวมเข้าไปด้วยเท่านั้นเอง พูดง่ายๆก็คือ เป็นหนังควรมีติดบ้านไว้ดูเพื่อความสนุกและแก้เซ็งได้เป็นอย่างดีครับ

ประโยคเด็ดๆประจำหนังเรื่องนี้ก็คือ
"I don't know who you are. But if you don't let my daughter go. I will find you. I will kill you."
Rating : 8.5/10
Rating from IMDB : 7.9/10

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Review หนัง - G.I.JOE - The Rise of Cobra

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ มีหน่วยผลิตอาวุธของนาโต้ชื่อ MARS ได้ทำการผลิตอาวุธชนิดใหม่ ชื่อนาโนไมท์ ขึ้นมา และให้หน่วยของ ดุ๊ค คุ้มกัน โดยมี ริป เพื่อสนิทของเขา ร่วมทางไปด้วย แต่ก็ไม่วายโดนหน่วยงานลึกลับ โจมตีเพื่อจะแย่งชิงเอาหัวรบนาโนไมท์ไป นำทีมโดย บารอนเนส ซึ่งเป็นแฟนเก่าของดุ๊คนั่นเอง แล้วก็อีกนั่นแหละ หน่วย จีโอโจ(เรียกสั้นๆว่า หน่วยโจ) เข้ามาช่วยไว้ได้ทัน

หลังจากนั้น ธีมหลักของเรื่องก็คือการแย่งชิงหัวรบนาโนไมท์ และการขัดขวาง ทีมคอบร้า(ทีมของบารอนเนส) ไม่ให้ใช้หัวรบนี้ ในการโจมตีประเทศต่างๆ โดยมี คนของตระกูลแมคคาล์เลนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

ตัวหนังมีการหักมุมในหลายๆแบบ มีการสร้างปมขึ้นไว้เป็นระยะๆ แล้วก็ คลายปมเป็นระยะๆ เช่นกัน ทำให้ผู้ชมไม่เกิดข้อสงสัยนานเกินไป หนังมีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเร็ว ทำให้บางครั้งอาจจะงงๆ มึนๆ อยู่บ้าง แต่ก็ถูกแทนที่ ความ งงๆ มึนๆ นั้นด้วยความมันแทน อีกทั้งยังมีการผูกปมไว้เพื่อสร้างภาคสองอย่างแน่นอน(ทำไว้ขนาดนั้น ไม่สร้างต่อก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว)

หนังไม่มีอะไรมาก นอกจากความมัน ฉากเอฟเฟ็คที่น่าตื่นตาและดึงดูดใจ การใช้เทคโนโลยี่ทำล้ำสมัย(มาก) ชุดเกราะที่เร่งความเร็วให้กับร่างกาย โดยมีผู้ใช้คือ ดุ๊ค กับ ริป นั้น ออกมาแค่ฉากเดียว คือฉากไล่ล่ากันในกรุงปารีส จากนั้นก็ไม่มีอีกเลย(โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า จะได้เห็นหน่วยโจ ใส่ชุดนี้สู้กับเหล่าร้ายมากกว่านี้ซะอีก) มีการแทรกมุขตลกๆ เป็นช่วงๆ ผ่าน ริป และ สกาเล็ต สาวสวยในทีมโจ และอีกสิ่งที่ลืมไม่ได้คือ การต่อสู้กัน ของ สตรอมชาโดว์ และ สเนคอาย สองนินจาของทีมคอบร้าและทีมโจตามลำดับ ซึ่งสองคนนี้ สามารถขโมยวีนของชาวบ้านได้ตลอดเวลา(ก็สองคนนี้มันเท่ห์กว่าเค้าเพื่อนเลยนี่นา)

โดยรวมแล้ว ผมว่าหนังเรื่องนี้สนุกครับ คุ้มค่าแก่การไปดู แต่อย่าไปคิดอะไรมากนะครับ หนังแอคชั่นแนวนี้ ไปดูเอาสนุกๆ กันอย่างเดียวกันก็พอ สำหรับคนที่ชอบวิเคราะห์หนังก็อย่าไปวิเคราะห์อะไรกันมากเลยครับ ดูเอามันส์อย่างเดียวก็พอ(ผมเองก็ชอบวิเคราะห์ พอไปดูแล้วไม่รู้จะวิเคราะห์อะไรจริงๆ ก็มันสนุกนี่นา เอาเวลาไปนั่งวิเคราะห์ก็เสียอรรถรสผมดกันพอดี)

แต่มีบางอย่างที่ต้อง ติ กันบ้างก็คือ มีหลายๆอย่าง ที่ดูเหมือน ทีมงานจากทรานฟอเมอร์จะติดภาพ มาสู่หนังเรื่องนี้ก็คือ

1. ฉากไล่ล่ากันในฝรั่งเศษ มีฉากหนึ่ง ที่ ดุ๊ก กับ ริป กระโดดหลบจรวด แหม่...มันเหมือนฉากที่สองหุ่นยนต์ฝั่งออโต้บอทหลบจรวด ในทรานฟอเมอร์ไม่มีผิด(ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว ว่าหุ่นสองตัวนั้นชื่ออะไร แต่ใครอยากรู้ว่าเหมือนกันยังไง ลองไปดู จีไอโจ แล้ว กลับมาดู ทรานฟอเมอร์ภาคแรกดูสิครับ แล้วจะรู้)
2.คำคม(ก็ไม่เชิงคมหรอกนะ)ที่เดอะด็อกเตอร์ของฝั่งคอบร้า ชอบพูดบ่อยๆก็คือ "วิทยาศาสตร์ต้องมีผู้เสียสละ" มันคล้ายกับ คำคมในทรานฟอเมอร์ไม่มีผิด "ไม่เสียสละ ชัยชนะก็ไม่เกิด"

เอาน่า ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็ถือว่าเป็นเรื่องตลกๆ ไปแล้วกันครับ สำหรับสองข้อนี้ เอาเป็นว่า ถ้ามีเวลาว่าง(แล้วก็มีเงิน) ก็ไปดูเถอะครับเรื่องนี้ รับรองไม่เสียเงินฟรีครับ

Rating : 7.5/10
Rating from IMDB : 6.1/10

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Review หนัง - Public Enemy

ต้องบอกก่อนเลยว่า ใครที่คิดว่าหนังเรื่องนี้จะบู๊กันมัน ยิงกันเลือดสาดล่ะก็ ขอให้เลิกคิดไปได้เลย

โดยรวมแล้ว ตัวหนังจะออกมาเหมือนชีวประวัติของ จอห์น เดอลิงเจอร์ ซะมากกว่า

เนื้อเรื่องทั้งหมดถูกเรียบเรียงมาจากเรื่องจริง ของจอห์น เดอลิงเจอร์ จอมโจร ปล้นธนาคารที่ดังที่สุดในยุคที่อเมริกากำลังตกต่ำในด้านเศรฐกิจ

ความโด่งดังของ จอห์น เกิดขึ้นเพราะว่า ในเวลาที่เขาปล้นธนาคาร เขาจะไม่แตะต้องเงินของผู้ที่มาใช้บริการธนาคารในขณะนั้นเลยแม้แต่น้อย ในหนังได้ถ่ายทอดตรงนี้ออกมาได้ดีเหมือนกัน เช่น เมื่อเจอลูกค้าคนหนึ่งของธนาคาร ได้นำเงินมาวางไว้ข้างหน้า เพราะกลัวการปล้นของจอห์น แต่เขากลับบอกลูกค้าคนนั้นว่า "ฉันมาปล้นธนาคาร ไม่ได้มาปล้นนาย" อีกทั้งการกระทำต่อตัวประกันที่เขาพาไปด้วยนั้น ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรเลย เพียงแค่พาไปด้วยเพื่อให้หนีรอดก็เท่านั้น จากนั้นก็ไปปล่อยไว้ โดยที่มัดไว้อย่างหลวมๆ เพื่อให้ตัวประกันสามารถแก้เชือกได้เองภายในเวลาไม่กี่นาที ทำให้ในช่วงเวลานั้นเขาแทบจะถูกขนานนามว่า โรบินฮู้ดยุคใหม่เลยทีเดียว

ความโด่งของจอห์นสังเกตุได้อีกในหลายๆฉาก เช่น ฉากที่จอห์นถูกพาตัวไปขัง ในระหว่างที่นั่งรถไปที่คุกนั้น มีประชาชนมากมาย ที่แห่มาดู พร้อมกับเรียกชื่อจอห์นเฉกเช่นเดียวกับวีระบุรุษอยู่เต็มสองข้างทาง

ตัวจอห์นนี่เด็ป เองก็แสดงได้ดีเช่นกัน สลัดคราบของกัปตันจอมตุ้งติ้งอย่างแจ็ค สแปโร่ว ออกไปได้อย่างหมดจด กลายเป็นจอมโจรที่แสนฉลาด สุขุม แฝงไว้ได้ด้วยความอันตรายรอบด้าน

จุดที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับจอห์น เดอลิงเจอร์ ก็คือ ตามประวัติแล้ว จอห์น เคยปล้นธนาคารโดยการแสร้งทำเป็นถ่ายหนังอยู่ ทำให้ทุกคนไม่รู้สึกเอะใจว่า นี่คือการปล้นจริงๆ แต่ในหนัง Public Enemy กลับไม่มี

ทางฝากของ FBI เอง คริสเตียน เบลล์ เองก็แสดงได้ดีเช่นกัน ตัวละคร เมลวิน เอง ภายในตอนแรกเหมือนเป็นตำรวจที่ดี เก่ง และฉลาด แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขากลับถูกใช้งานโดยคนใหญ่คนโตใน FBI ด้วยความสามารถของเมลวิน ทำให้เขาต้องมาตามล่าตัวเดอลิงเจอร์ ตลอดเวลาการทำงาน เมลวิน ต้องเสียเพื่อนพ้องไปมากมาย ความแค้นถูกสะสมในใจเมลวินอย่างช้าๆ ทำให้เขาต้องใช้วิธีการตามล่าที่ป่าเถื่อนและรุนแรงมากขึ้น อย่างเช่นการทรมานนักโทษที่จับได้ ถึงแม้ว่าตัวเมลวินเองจะไม่ค่อยชอบก็ตามที

อีกสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เมลวินนั้นไม่ได้ถูกครอบงำด้วยอารมณ์โกรธไปซะทั้งหมด ก็คือตอนที่ บิลลี่ แฟน ของเดอลิงเจอร์ถูกจับ และกำลังถูกตำรวจอีกนายหนึ่งซ้อมอยู่นั้น เขาได้เข้าไปห้ามไว้ ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้เขาจะโกรธและอาฆาตแค้นเดอลิงเจอร์เพียงใด แต่เขาก็ไม่ทำร้ายผู้หญิงเพื่อให้ได้ข้อมูลของเดอลิงเจอร์มา

ตัวหนังดำเนินไปเรื่อยๆ บางครั้งอาจจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่กลับน่าติดตามตลอดเวลา ดูเพลินๆ เวลาก็ผ่านพ้นไป สองชั่วโมงครึ่ง ถ้าจะให้สรุปว่า หนังเรื่องนี้ คุ้มค่าแก่การเสียเงินไปดูมั้ยล่ะก็ ผมก็บอกว่าคุ้ม แต่ไม่ได้คุ้มถึงขนาดว่า คุ้มมากมาย เช่นเดียวกัน

เอาเป็นว่า เรื่องนี้ แล้วแต่คนจะพิจารณาดีกว่า เพราะตัวหนังในไทยเองแล้ว ที่ดูเหมือนหนังฟอร์มยัก ใหญ่โตก็เพราะว่า ตัวนักแสดงอย่าง คริสเตียน เบลล์, จอห์นนี่ เ็ด็ป, มาริออน โกติลลาด รวมไปถึงผู้กับกับมากฝีมือ อย่าง ไมเคิล มาล แต่ที่แน่ๆ ใครที่คิดว่าหนังเรื่องนี้ บู๊ล้างผลาญ ยิงกันมันหยดล่ะก็.....ขอพูดอีกครั้งว่าคิดใหม่ได้เลยครับ แต่ถ้าใครชอบที่จะดูการแสดงที่ยอดเยี่ยม และฝีมือการกำกับ ในระดับแนวหน้าล่ะก็ ผมขอแนะนำอย่างยิ่งเลย

ขอทิ้งท้ายด้วยคำคมของหนังเรื่องนี้แล้วกันนะครับ(ฟังภาษาอังกฤษไม่ทัน ให้ไว้แต่ภาษาไทยก่อนแล้วกันนะครับ)

"คนส่วนใหญ่มักสนแต่ว่า คนเรานั้นมีที่มาจากไหน แต่ที่สำคัญจริงๆมันคือที่ๆเราจะไปต่างหาก"

Rating : 7/10
Rating from IMDB : 7.6/10

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

NDS Developer - Devkitpro

ตอนนี้กำลังเริ่มทำโปรเจคเกี่ยวกับการทำเกม NDS เป็นโปรเจคจบ(แต่ยังไม่จบ T-T)

โดยการทำจะใช้ตัวโปรแกรมที่ชื่อว่า devkitpro ซึ่งตัวนี้สามารถพัฒนาได้ทั้ง NDS GBA PSP โดยเราสามารถเลือกที่จะติดตั้งได้ว่าต้องการที่จะติดตั้งตัวไหน หรือจะติดตั้งทั้งหมดเลยก็ได้ โดยสามารถ Download ได้ที่ http://devkitpro.org/downloads.shtml ซึ่งตอนนี้มีถึงเวอร์ชั่น 1.50 แล้ว ใครสนใจก็ลองเข้าไปดูกันได้นะครับ

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Review หนัง - The Curious Case of Benjamin Button เบนจามิน บัตตัน อัศจรรย์คนโลกไม่เคยรู้

สิ่งแรกที่ทำให้ผมรู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

ความรู้สึกแรกที่ผมได้เห็นภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ "น่าดู" ประกอบกับนักแสดงดังที่เมื่อได้ยินชื่อแล้วความหล่อจะนำก่อนมาเป็นสิ่งแรก เขาก็คือ "แบรต พิต" แค่นั้นยังไม่พอเมื่อผมลองหารายละเอียดเกี่ยวกับทีมงานที่สร้างเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ต้องมาเจอ ชื่อผู้กำกับฝีมือดี "เดวิด ฟินเชอร์" ทำให้ผมอยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้มากขึ้นไปอีก

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ มีเด็กชายคนหนึ่งเกิดมาอย่างผิดปกติ มีสภาวะของคนแก่ตั้งแต่แรกเกิด และค่อยๆอ่อนเยาว์ลงไปเรื่อยตามกาลเวล สวนทางกับคนปกติ พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับนาฬิกาที่เดินถอยหลังนั่นเอง เด็กคนนั้นถูกตั้งชื่อให้ว่า "เบนจามิน" และถูกเลี้ยงดูโดยเจ้าของบ้านพักคนชรา เนื่องจากพ่อแท้ๆของเบนจามินนั้นนำเขามาทิ้งไว้ เขาเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ท่ามกลางคนแก่ คนชรามากมาย มากหน้าหลายตา และที่นี่ก็ทำให้เข้าได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหลานของคุณยายคนหนึ่งในบ้านพักนี้เธอคือ "เดซี่" เธอสัมผัสได้ถึงความไม่เหมือนใครในตัวเบนจามิน ไม่นาน ทั้งคู่ก็สนิทและกลายเป็นเพื่อนกัน ถึงแม้ว่าร่างภายนอกของทั้งสองจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เบนจามินได้รู้จักกับการดื่มเหล้า, sex, การทำงานหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อถึงเวลา เขาก็ได้เดินออกจากบ้าน และออกไปพจญโลกกว้าง โดยที่ยังติดต่อกับเดซี่ผ่านทางจดหมายและโปสการ์ดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอนนี้เธอได้กลายเป็นนักเต้นบัลเล่ที่โด่งดังไปแล้ว

หลังจากสงครามโลกสิ้นสุดลง เบนจามินได้กลับมาที่บ้านพักคนชราอีกครั้ง ในสภาพที่อ่อนเยาว์ขึ้นกว่าแต่ก่อน และเขาก็ได้พบกับเดซี่อีกครั้ง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างไม่ค่อยดีนัก จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุรถชนกับเดซี่ ทำให้เธอไม่สามารถเต้นบัลเล่ได้อีก เบนจามินต้องการดูแลเธอ ประกอบกับความรักที่ไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่นิดเดียว ทำให้ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จนทั้งสองคนได้มีลูกด้วยกัน

เมื่อนั้นเบนจามินตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติได้อีกต่อไป เขาไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ในเมื่อเขายังคงเด็กลงๆ ไปทั้งอย่างนี้ เขาจึงตัดสินใจขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มี และทิ้งไว้ให้เดซี่กับลูก โดยที่ตัวเขาเองได้เดินจากไปอีกครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง เดซี่ได้รับโทรศัพท์ว่าพบเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่มีสมุดบันทึกที่มีชื่อของเดซี่เต็มไปหมด เธอจึงมุ่งหน้าไปหาเด็กชายคนนั้น ซึ่งเขาก็คือเบนจามินที่อ่อนเยาว์ลงกลายไปเป็นเด็กอายุ 7 ขวบ เขาจำอะไรไม่ได้ จำไม่ได้แม้กระทั่งเดซี่ผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด เดซี่ตัดสินใจที่จะย้ายมาอยู่ที่บ้านพักคนชรา เพื่อดูแลเบนจามินที่กลายเป็นเด็กนี้ไปจนสิ้นลมหายใจ...

ดูผิวเผินแล้ว นี่ก็เป็นแค่หนังที่มีตัวเอก ที่เริ่มจากแก่แล้วก็กลายเป็นเด็ก แต่จริงๆแล้ว สาระของหนังทั้งหมด กลับไปอยู่ที่คนทั้งหลายที่เบนจามินเคยพบเจอ

คนหนึ่งถูกฟ้าผ่ามาแล้วเจ็ดครั้ง แต่กลับรอดตายมาได้ทุกครั้ง ซึ่งเราฟังดูแล้วก็เป็นเหมือนกับเรื่องตลก แต่แท้จริงแล้ว มันเหมือนกับเป็นการบอกว่า การที่เขารอดมาได้ทั้งเจ็ดครั้งนั้น เป็นโอกาสที่เขาควรจะใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้ดีมากขึ้นกว่าเดิม เปรียบเสมือนกับพรของพระเจ้า ที่ให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป

หรือหญิงสาวคนหนึ่งที่เขาพบระหว่างการออกเดินทาง เธอเคยพยายามว่ายน้ำข้ามฝั่งที่ไกลมากๆเป็นคนแรก แต่เธอก็ล้มเหลว เธอสามารถใช้ชีวิตไปได้อย่างปกติ โดยที่ไม่สนใจมัน ยอมเป็นคนล้มเหลวไปตลอดชีวิต แต่เธอกลับเลือกที่จะไปพยายามมันอีกครั้งให้สำเร็จ และทำให้ทุกคนรู้ว่า เธอทำได้

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องที่เรียบง่าย ไม่หวือหวามากนัก แต่ทุกวินาทีกลับน่าติดตาม อีกทั้งยังมีคำคมมากมายที่ถูกส่งผ่านออกมาทางตัวละครภายในเรื่องได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น

คำพูดของหญิงชราที่สอนเปียโนให้เบนจามิน
"It's not about how well you play. It's how you feel about what you're playing"
"มันไม่สำคัญหรอกว่าคุนเล่นเปียโนเก่งแค่ไหน แต่มันสำคัญตรงที่คุณรู้สึกอย่างไรเวลาได้เล่นมันต่างหาก"

คำพูดของควินนี่ที่เลี้ยงดูเขามาจนโต
"We're all going the same way. We're just taking different roads to get there, that's all.
"เราทุกคนล้วนแต่มุ่งไปยังที่ที่เดียวกัน ต่างกันแค่เราใช้เส้นทางที่แตกต่างกันเพื่อที่จะไปยังที่นั้นก็เท่านั้นเอง"

หรือคำพูดก่อนตายของกัปตันไมค์ที่เบนจามินได้ไปทำงานด้วย
"You can be as mad as a mad dog at the way things went. You could swear, curse the fates, but when it comes to the end, you have to let go."
"คุณจะโกรธหรือโทษโชคชะตาก็ได้ แต่เมื่อถึงเวลา ยังไงคุณก็ต้องไปอยู่ดี"

ท้ายที่สุดแล้ว คนเราทุกคนก็ต้องจากไปอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ เงินทองที่เก็บสะสมมา เราก็ต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ดีกว่าต้องแบกรับความทุกข์ไปตลอดชีวิต

การให้แสงกับความไม่น่าไว้ใจใน Angel&Demon - เทวากับซาตาน

หลายๆท่านคงจะคุ้นเคยกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว เพราะเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักที่เพิ่งลาโรงไปเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมานี้เอง

ถ้าพูดถึงความประทับใจก็ตรงที่เนื้อเรื่องมีการหักมุมของตัวคนร้าย ที่จากคนที่เราคิดว่าน่าจะเป็นคนดีที่สุด กับกลายเป็นผู้ร้ายที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังมาตั้งแต่ต้น

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน จึงไม่รู้เรื่องว่าใครดีใครเลวตั้งแต่ต้น แต่ผมกลับรับรู้ถึงแรงกดดัน และความไม่น่าไวใจตัวละครตัวหนึ่งได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ตัวละครตัวนั้นก็คือ คาเมอร์เลโญ

ถามว่าทำไมผมถึงรับรู้ได้ถึงความไม่น่าไว้ใจของตัวละครตัวนี้ คำตอบก็คือ แสงที่ถูกฉายมาที่ตัวละครตัวนี้ ในตอนที่ แลงดอน เข้าไปขออนุญาติเพื่อที่จะขอดูจดหมายเหตุ ซึ่งคนที่จะอนุญาติได้มีเพียง
คาเมอร์เลโญ เท่านั้น

สังเกตุดีๆ ทุกคนน่าจะเห็นว่า ตอนที่ทุกคนได้คุยกันอยู่ภายในห้องนั้น จะมีแสงลอดมาจากหน้าต่างเพียงทางเดียว ทำให้ห้องนั้นมืดสลัวๆ มีแสงสว่างเพียงบริเวณที่ใกล้หน้าต่างเท่านั้น แต่ตัวละครทุกตัวกับได้รับการกระจายแสงอย่าเท่าๆกัน จะมีก็ แลงดอน ที่แสงเข้าเพียงครึ่งเดียว ปล่อยให้ใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งเป็นเงามืดจางๆ แสดงถึงความครุ่นคริด ความไม่เข้าใจ ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือ
คาเมอร์เลโญ ซึ่งแสงเข้ามาที่ตัวละครตัวนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีเพียงบางส่วนของใบหน้าที่โดนแสง และส่วนที่ไม่ได้โดนแสงนั้น กลับดำมืดอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนกับ แลงดอน เลยแม้แต่น้อย ที่ยังเห็นเค้าโครงหน้าได้ไม่ยาก เพราะส่วนที่ไม่โดนแสงเป็นเพียงแค่เงาเท่านั้น

ในฉากนี้มีการตัดไปตัดมาที่ตัวละครหลายตัว แต่ตัวละครที่ไม่มีการเปลี่ยนมุมแสงเลย แม้จะเป็นตัวละครที่เดินไปเดินมามากที่สุดในห้องนั้น แต่กลับมีแสงเข้าเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ในตอนนี้ผมจึงหันไปพูดกับเพื่อนที่มาดูด้วยกันว่า "ไอ้หลวงพ่อนี่มันไม่น่าไว้ใจเลยวะ"

หลังจากภาพยนตร์ได้ผ่านไปจนจบ ผมเดินออกมาจากโรงหนัง พร้อมกับคำถามของเพื่อนผมที่ "นี่มึงไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนแน่นะ" ผมจึงเริ่มต้นอธิบายว่า ทำไมผมถึงรู้สึกว่า
คาเมอร์เลโญ ไม่ใช่คนดีอย่างที่แสดงออกมาในตอนแรกๆ

ผมก็อธิบายเรื่องแสงที่พูดไปแล้วในตอนต้น พร้อมกับอธิบายเสริมอีกว่า การความมืดบนใบหน้าของ
คาเมอร์เลโญ แสดงถึงความกดดัน และ ไม่น่าไว้ใจนั้น เป็นเพราะว่า"สีดำ"

สีดำถ้าพูดกันถึงสมัยก่อนแล้ว
คจะสื่อถึงความ น่ากลัว ความกดดัน ความมืดมนในจิตใจ ตรงส่วนนี้จึงทำให้ภาพลักษณ์ของ คาเมอร์เลโญ ในฉากนี้มีความน่าสงสัย เคลือบแคลง และไม่น่าไว้ใจปนอยู่เต็มไปหมด

เป็นที่น่าคิดว่า การที่ให้แสงกับ
คาเมอร์เลโญ แบบนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถูกทำมาจากหนังสือชื่อดัง ที่ทุกคนรู้จัก และส่วนใหญ่ของคนที่มาดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็น่าจะได้อ่านหนังสือมาแล้วเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ย่อมรู้ว่า ใครคือตัวเอก ใครคือตัวร้าย ทางผู้กำกับ ซึ่งอาจจะเห็นถึงส่วนนี้ จึงได้ทำการให้แสงกับ คาเมอร์เลโญ ให้ชวนน่าสงสัย และไม่น่าไว้ใจก็เป็นได้

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ว่าด้วยเรื่อง การถ่ายย้อนแสง กับ Rack Focus ใน Team Medical Dragon(ต่อ)

คราวที่แล้วได้พูดถึงการถ่ายย้อนแสง และความหมายไปบ้างแล้ว คราวนี้จะมาพูดถึง Rack Focus กันบ้าง

Rack Focus หรือ Selective Focus เป็นใช้เทคนิคของเลนส์เทเลมาช่วยในการถ่ายทำ เนื่องจากเลนส์เทเล ของกล้องจะมีระยะชัดที่สั้น ทำให้สิ่งที่เลนส์ไม่ได้โฟกัสอยู่นั้น กลายเป็นภาพเบลอไป พูดง่ายๆก็คือ ยิ่งเลนส์ตัวนั้นยาวเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีระยะชัดสั้นลงเท่านั้น

การใช้ Rack Focus นั้น ส่วนใหญ่จะใช้ก็ต่อเมื่อ ต้องการจะบอกเล่าเรื่องโดยไม่อาศัยบทสนทนาช่วย ถ้าพิจารณาจาก Team Medical Dragon ผู้ชมคงจะได้เห็นกันบ่อยมาก (พอๆ กับการถ่ายย้อนแสง) ยกตัวอย่างเช่น

ในตอนแรก ฉากที่อาซาดะพบกับอาราเสะ แล้วหมอคิโต้ก็มาลากตัวอาราเสะไป หลังจากตอนนี้ คาโต้จะเข้ามาพูดกับอาซาดะเรื่องไปแนะนำตัวของศจ.โนกุจิ หลังจากที่คาโต้เดินจากไปแล้ว จากเดิมกล้องโฟกัสอยู่ที่อาซาดะกับคาโต้ กล้องกับโฟกัสไปทางด้านหลังของทั้งคู่ เผยให้เห็นใบหน้าของหมอคิโต้ ซึ่งมีท่าทีแอบมองอยู่ ตรงนี้ที่เป็นการสื่อความหมายแบบนัยว่า หมอคิโต้มีความสนใจในตัวอาซาดะอยู่ โดยที่ไม่ได้อาศัยบทสนทนาช่วยเลย

เป็นอันจบเรื่องของ การถ่ายย้อนแสง กับ Rack Focus แต่เพียงเท่านี้ คาดว่าคราวหน้าจะยกเรื่องสี มุมกล้องมาพูดอีก อาจจะยกตัวอย่างจาก Team Medical Dragon เหมือนเดิม หรือไม่งั้นผมก็คงจะไปหาหนังมาดู ที่สามารถอธิบายได้เห็นชัดๆ และเข้าใจได้ง่ายๆ กว่านี้ เหตุผลที่คราวนี้ผมยกตัวอย่างจาก Team Medical Dragon เพราะ ผมเห็นว่าซีรี่เรื่องนี้มีหลายๆอย่างที่ดูดี ทั้งเรื่องเทคนิคมุมกล้อง เทคนิคด้านแสง และอีกหลายๆอย่าง เลยคิดว่าน่าจะสามารถนำมายกเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี